ถ้าหากจะพยายามหาเหตุผลที่เราสองคนได้มาพบและผูกพันกัน

ดีที่สุดเท่าที่ฉันจะคิดได้ ก็คงไม่พ้นเรื่องบุญวาสนาที่ได้ทำมาร่วมกัน ไม่ว่าจะแต่ชาติปางไหน

คนเราทำบุญทำบาปร่วมกันมาเท่าไหร่ ก็คงได้ร่วมใช้ผลบุญผลกรรมเพียงเท่านั้น...

 

แต่บางทีมันก็น่าเศร้าใจอยู่ไม่น้อย ที่คนผู้ซึ่งเคยอยู่ในชีวิตเรา เคยสนิทชิดใกล้ผูกพันกันมา

เมื่อถึงวันหนึ่ง ก็มีเหตุผลบางอย่างบังคับให้เขาต้องจากไป

บางครั้ง การลาจากคือสิ่งที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดตั้งใจเลือก และบางครั้ง มันก็ช่างสุดวิสัย

 

จนถึงวันนี้ ฉันได้เสียใครๆที่มีความหมายมากมายไปหลายคน

ฉันไม่รู้จะโทษใครหรือสิ่งใดดี และบางทีฉันอาจไม่มีสิทธิ์

จึงได้แต่ปลอบใจตนเองว่า การพลัดพรากไม่ว่าจะในรูปแบบใดๆ เป็นธรรมดาของโลก

 

วันนี้ฉันเจอรูปของเราที่ถ่ายคู่กันเมื่อนานมาแล้ว

ฉันดูมีความสุขเหลือเกินในรูปใบนั้น

แต่ฉันที่กำลังเพ่งมองรูปถ่ายในมือกลับรู้สึกเศร้าจับหัวใจ

 

คุณเลือกที่จะจากไปนานมากแล้ว

ฉันเคยโกรธ เกลียด และแม้แต่เอ่ยปากว่าจะไม่ขอพบเจอคุณอีก

แต่วันนี้ เมื่อฉันได้เห็นรอยยิ้มที่เราเคยมีร่วมกันในวันนั้นอีกครั้ง

ฉันว่าฉัน.....คิดถึงคุณ

 

แล้วไง?

posted on 01 Apr 2009 17:22 by littlething

 

ฟังดูเหมือนเป็นคำพูดของคนที่ไม่สนใจไยดีอะไรเท่าไหร่ใช่ไหมคะ แล้วถ้าเป็นในกรณีที่คนพูดเพิ่งทำบางสิ่งบางอย่างผิด-พลาดไป แถมยังเผลอไผลใช้น้ำเสียงยียวน วลีแบบนี้คงยิ่งแต่จะทำให้คนพูดถูกหมั่นไส้เอาได้ง่ายๆ

แต่บางครั้ง -ไม่ใช่สิ - บ่อยครั้งเลยต่างหาก ที่เราควรจะหัดพูด หัดใช้ ไอ้ แล้วไง?' นี่บ้าง ทั้งกับคนอื่นและกับตัวเราเองในสถานการณ์ที่เหมาะสม อย่างเวลาที่เราทำบางสิ่งผิดหรือพลาดไปแล้วอย่างไม่ตั้งใจ หรือในวาระที่เรียกได้ว่า จนปัญญาจริงๆ

กับตัวเองนี่ยิ่งสำคัญ สำคัญกว่าที่หลายคนคิด

เป็นเวลาหลายปีทีเดียวที่ฉันมีชีวิตอยู่อย่างคนที่ทำใจยอมรับกับความผิด-พลาดของตัวเองไม่ค่อยได้

เมื่อผิดเมื่อพลาดกับเรื่องใดสักเรื่องแล้ว จะเลิกคิดถึงมันไม่ได้ ทุกข์กับมันมากกว่าและนานกว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าที่สุด เพราะมันมีแต่ข้อเสีย เสียเวลา(ซึ่งเป็นสิ่งมีค่ามาก) เสียสุขภาพจิตที่จะส่งผลไปถึงสุขภาพกายได้ง่ายๆอีกด้วย...ยังไม่รวมถึงผลเสียที่กระทบไปถึงคนที่แวดล้อมเราอยู่

ดีที่เดี๋ยวนี้อาการดีขึ้นมาก เหลือแค่คิดมากในเรื่องที่ควรคิด และคิดน้อยลงกับเรื่องที่ผ่านพ้นจนไม่อาจแก้ไข

คนเราคงไม่ได้มีเวลาบนโลกมากพอที่จะมานั่งแก้ไขหรืออธิบายทุกความผิดพลาดในอดีตจริงไหม เวลาที่เหลือน่าจะเอามาอยู่กับปัจจุบันและป้องกันความผิดพลาดในอนาคตมากกว่า

The ability to let go นี่บางทีก็เป็นเรื่องใหญ่กว่าที่ใครๆให้ความสำคัญ มันมีผลต่อ self-esteem ซึ่งในที่สุดก็กระทบไปถึงทุกกิ่งก้านสาขาของชีวิต เพราะมันก็คงจะหมายความรวม ไปถึงการให้อภัยตนเองด้วย นอกเหนือจากการปล่อยวาง...

ทั้งนั้นทั้งนี้ ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ลงตัวได้โดยไร้ความพอดี

ถ้า  แล้วไง?' บ่อยไป แถมยัง แล้วไง?' กับเรื่องเดิมๆซ้ำๆ ก็คงไม่เป็นประโยชน์อีกต่อไปแล้ว

ฉะนั้นเราจึงต้องใช้ ประโยชน์ของ แล้วไง?' ให้ถูกที่ ถูกทาง ถูกเวลา ถูกความถี่ด้วย

มันถึงจะเรียกว่าได้ ใช้ ประโยชน์

 

เมื่อกี้เพิ่งส่ง e-mail ถึงพี่คนหนึ่งซึ่งฉันชื่นชมผลงาน

ทั้งๆที่อุตส่าห์ใช้เวลาร่างเนื้อความของจดหมายนานเป็นชั่วโมงๆ สุดท้ายพอส่งไปแล้วกลับมาเปิดดูใหม่ก็ยังเจอความผิดพลาดที่ทำให้นึกอยากเขกหัวตัวเอง

มีคำหนึ่งที่สะกดผิดด้วยความไม่รู้และไม่ระวังที่จะตรวจตราให้ดี

แวบหนึ่ง มีสองเสียงดังขึ้นขัดแย้งกันภายใน

"แต่มันก็ส่งไปแล้วนี่นา"

"แต่ว่ามันผิดนะ"

 

และแล้วเสียงที่ชนะก็คือเสียงที่พูดว่า

 

"แล้วไง ?"

 

(ครั้งนี้ที่ใช้ได้ ก็เพราะมั่นใจว่าฉันจะไม่มีวันสะกดคำๆนั้นผิดอีก จนตลอดชีวิต)

น้ำตาที่เสียให้ F*r*i*e*n*d*s

posted on 17 Mar 2009 14:15 by littlething

ฉันเป็นอีกหนึ่งคนที่ ติด' Sitcom สัญชาติอเมริกัน ที่ชื่อ Friends เป็นที่สุด ดูครบทุก season แต่ไม่ทันนับว่าดูแล้วกี่รอบ รู้แต่ว่า ดูหลายรอบมาก ดูมาหลายปี ยังดูเรื่อยๆ และยังไม่มีทีท่าว่าจะเบื่อ หรืออยากเลิกดู

ปี 2004 เป็นปีที่ Friends ออกอากาศทางโทรทัศน์ทางช่อง NBC เป็นปีที่ 10 และเป็นปีสุดท้าย

ใช่ 10 ปีเต็ม กับ Sitcom เรื่องนี้ ฉันเดาว่าต้องมีคนจำนวนมากผูกพันกับ Friends อย่างน้อยก็ทุกๆชีวิตที่รับหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราวนี้ออกมา ตลอดจนผู้สร้างและผู้เกี่ยวข้อง

 

ต้องทำความเข้าใจกับคุณก่อนว่า ฉันเองได้มาดู  Friends บนแผ่น DVD หลายปีให้หลัง และแน่นอนว่าไม่ได้ดูในประเทศต้นกำเนิดแต่อย่างใด แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น

 

เมื่อประมาณปี 2005 การดู  Friends season แรกๆ อาจทำให้ฉันเห็นถึงความต่างของยุคสมัย

ภาพในจอบอกได้ว่า  หลายอย่าง มัน เก่า และ มีหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว อย่างเช่น เสื้อ ผ้า หน้า ผมของนักแสดง

แต่ส่วนที่เหลือไม่เคยเชยหรือล้าหลัง นั่นคือเนื้อหา และความฮาของเรื่อง

 

Friends เป็นซี่รี่ส์ที่ดูสนุก (มากกกกกกก) ตลก และบางที ก็ซึ้งเสียจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่

จำได้ว่า ทุกทีที่ดู Season 10 ฉันเป็นต้องร้องไห้สลับกับหัวเราะชอบใจในมุขขำๆของบทสนทนาและท่าทางสุดฮาและน่ารักของตัวละครหลักทั้งหก

ตอนสุดท้ายของปีสุดท้าย ยังคงมีมุขให้ขำ และมีฉากที่เรียกเสียงหัวเราะตลอดทั้งตอนเช่นเดียวกับอีก 235 ตอนที่ผ่านมา แต่ว่า มันปะปนมากับฉากที่ทำให้คนดูเสียน้ำตาได้ง่ายๆ

 

อาจเพราะมันเป็นเวลาของการลาจาก และตอกย้ำว่า ทุกอย่างมันมีที่สิ้นสุด มีวันหมดอายุ

อาจเป็นเพราะมันเป็นเวลาของการเอื้อนเอ่ยถ้อยคำที่ทำหน้าที่บอกเล่าความรู้สึกประทับใจของตัวละครแต่ละตัวที่มีต่อ กันและกัน และการพยายามเฟ้นหาถ้อยคำมาพูดบอกให้อีกคนรับรู้ว่าพวกเขาจะคิดถึงกันมากแค่ไหน

หลายครั้งฉันร้องไห้ราวกับว่าเป็นส่วนหนึ่งของ Friends

หรือว่า Friends กลายเป็นส่วนหนึ่งของฉันอย่างไม่ทันรู้ตัว

 

ฉันว่า  คนเราร้องไห้ให้กับ เรื่องที่แต่งขึ้น เหล่านี้ บ่อยจนนับครั้งไม่ได้